หนังสือ Classic คืออะไร ? พูดภาษาชาวบ้านก็คือ "หนังสือแปล" ภาษาสวยขึ้นมาหน่อยก็คือ "วรรณกรรมแปลคลาสสิค" ส่วนใหญ่อายุเป็นร้อยปี
แล้วดีอย่างไร ดีตรงที่.. คุณค่าของหนังสือเก่าแก่ที่อยู่เหนือกาลเวลา หายาก อ่านยาก เข้าใจยาก แต่มีเรื่องราวลึกซึ้งอยู่มากมายแฝงอยู่ในหนังสือเหล่านั้น
พูดอีกอย่างคือ ที่หนังสือเหล่านั้นเป็นงาน Classic ไม่ใช่เพราะอ่านยาก แต่เป็นเพราะ 'ดีและมีคุณค่า' งานเขียนที่ดีจึงไม่เรียกร้องเวลา เพราะจิตวิญญาณที่แฝงมาในรูปแบบภาษาจะคงอยู่ในหัวใจผู้อ่านไปตลอดกาล
หนังสือคลาสสิคไม่นิยมอิงแอบเสนอสัจธรรมราคาถูก ไม่คบค้าสมาคมกับคำคมดาษดื่นอ่อนด้อยไร้ค่า ทว่าเผยตัวเองอย่างตรงไปตรงมา เต็มไปด้วยชั้นเชิง ลีลา และท่วงทำนองที่งดงามราวบทกวีที่ไพเราะ
เราแบ่งหนังสือ Classic ออกเป็น 2 ชุดงาน
1. วรรณกรรมโลกสมมติ
เหล่านักเขียนในชุดงานนี้สร้าง 'โลกสมมติ' เพื่อสะท้อนความเหลวแหลกของสังคม การกดขี่ที่ต้องถูกกำจัด และท้าทายผู้มีอำนาจอย่างน่าเกรงขาม
2. วรรณกรรมในวงเล็บ
ชุดงานเปลือยเนื้อแท้และพฤติกรรมของผู้คนเพื่อย้ำเตือนให้เราเข้าใจความเป็นมนุษย์ แหวกม่านประเพณีที่ไร้เหตุผล และก้าวผ่านวันเวลาด้วยความสุขุม
เราเชื่อว่า ไม่มีอะไรไร้ค่าไปกว่าการอ่านโดยไม่เลือก หนังสือก็เหมือนอาหาร ที่ต้องทานให้หลากหลายและครบถ้วน
ในเมื่อธรรมชาติของมนุษย์ไม่เคยแปรเปลี่ยน และเรื่องราวของผู้คนถูกบันทึกอยู่ในหนังสือ Classic เหล่านี้จึงคงอยู่กับผู้อ่านไปตลอดกาล
ยกตัวอย่างวรรณกรรมคลาสสิคยอดนิยม เช่น
-To Kill a Mockingbird
-The Handmaid’s Tale
-Fahrenheit 451
-Frankenstein
-Dune
-The Time Machine
-The War of the Worlds
-The Invisible Man
-The Island of Dr. Moreau
-The Alchemist
-The Giver
-Animal farm
-The Little Prince
-Alice’s Adventures in Wonderland
สิ่งที่ได้หลังจากอ่านหนังสือวรรณกรรมคลาสสิค อันดับแรกเลย คือ สนุก น่าติดตามเกินกว่าที่คิดไว้มากมาย เนื้อหาหนักบ้างเบาบ้างแล้วแต่เล่ม แต่แนวคิดและสิ่งที่จะสื่อค่อนข้างแข็งแรง ตามแนวทางของผู้เขียน ไร้กาลเวลาดูไม่เก่าเลย ทั้ง ๆ ที่บางเล่มตีพิมพ์ครั้งแรก 200 กว่าปีแล้ว (Frankenstein, 1818) แทบไม่มีเล่มไหนเลยที่ทำให้ผิดหวัง รู้สึกคุ้มค่าที่ได้อ่าน และได้อะไรกลับมาให้คิดต่อทุกเล่ม สมควรแล้วที่ถูกยกให้เป็นคลาสสิค
มีหลายเล่มที่มีบทวิเคราะห์ลึกระดับวิทยานิพนธ์ (To Kill a Mockingbird, The Handmaid’s Tale, Fahrenheit 451, etc.) ให้ได้ตามอ่านเพิ่มเติม มันดีถึงกับมั่นใจที่จะแนะนำต่อให้คนอื่น ๆ ได้อ่านด้วย แต่มีบ้างในบางเล่มที่ภาษาที่ใช้ไม่คุ้นเคย (To Kill a Mockingbird) ต้องค้นหาความหมายบ่อยครั้งในช่วงแรกของเล่ม แต่ก็ถือว่าได้คลังคำศัพท์เพิ่มขึ้นมา
สิ่งสำคัญที่สุดของการอ่านหนังสือคลาสสิก คือจะทำให้เราได้ทั้งความบันเทิงของงานศิลปวรรณกรรมระดับยอดเยี่ยม และทำให้เราเรียนรู้จากชีวิต ประสบการณ์ ความคิด ความอ่าน ของผู้คนอย่างลึกซึ้งและกว้างไกลเพิ่มขึ้น
หนังสือคลาสสิก คือ หนังสือดีชั้นเยี่ยม ที่เป็นแบบฉบับที่ศิลปะในการเขียนและเนื้อหาที่เป็นสากลสำหรับมนุษย์ ไม่ว่าสมัยไหนหรือจากเชื้อชาติวัฒนธรรมไหน อาจจะเก่าเป็นพันปี 50-100 ปี ถ้ามีคุณภาพถึงขั้นคนยอมรับ พิมพ์กี่ครั้ง แปลเป็นภาษาไหนก็ยังมีคนอ่านและชื่นชม ก็จัดเป็นหนังสือคลาสสิกหรือคลาสสิกยุคใหม่ได้หนังสือคลาสสิกหล่อหลอมวัฒธรรมความเป็นเอกภาพ ของคนที่ใช้ภาษาเดียวกัน เมื่อแปลเป็นภาษาอื่นก็สื่อสารสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันได้ เป็นมรดกทางประสบการณ์ ภูมิปัญญา ศิลปวัฒนธรรมของมนุษยชาติ เช่น เราอ่านเรื่องสามก๊ก, อิเหนา, กามนิต วาสิฏฐี, ธรรมบท ฯลฯ ที่ความจริงแปลจากภาษาอื่น เหมือนกับอ่านวรรณกรรมของเราเอง
คนที่เป็นนักอ่านวรรณกรรมคลาสสิกมากพอ จะอ่านบทละครกรีกโบราณหรือเชคสเปียร์ของอังกฤษ เหมือนกับอ่านเรื่องของมนุษย์ที่รัก โกรธ โลภ หลง เช่นเดียวกับเรา โดยไม่ค่อยรู้สึกเรื่องความแตกต่างทางชนชาติหรือยุคสมัยมากนัก
การอ่านหนังสือคลาสสิก จะทำให้เราได้ทั้งความบันเทิงของงานศิลปวรรณกรรมระดับยอดเยี่ยม และทำให้เราเรียนรู้จากชีวิต ประสบการณ์ ความคิด ความอ่าน ของผู้คนอย่างลึกซึ้งและกว้างไกลเพิ่มขึ้น การศึกษาในยุคอดีตพึ่งพาการอ่านงานหนังสือคลาสสิกค่อนข้างมาก ปัจจุบันในโลกตะวันตกและประเทศพัฒนาอุตสาหกรรม ก็ยังให้นักเรียนมัธยมและมหาวิทยาลัยอ่านหนังสือคลาสสิกอยู่
ญี่ปุ่นที่เปิดประเทศรับวัฒนธรรมตะวันตกสมัยเมจิ พร้อมๆ กับเรา ซึ่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ระดมแปลและอ่านศึกษาหนังสือคลาสสิกของโลกกันอย่างขนานใหญ่ เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ญี่ปุ่นเจริญก้าวหน้าทางด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการพัฒนาด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคมไปไกลกว่าไทยมาก ปัจจุบันคนญี่ปุ่นก็ยังแปล, เขียนและอ่านหนังสือกันมากกว่าไทย ไม่มีรัฐบาลไทยชุดไหนคิดเรื่องการแปลหนังสือคลาสสิกของโลก ให้คนไทยได้อ่านกัน มีสำนักพิมพ์เอกชนบางแห่ง เลือกแปลและพิมพ์บางเล่มที่มีชื่อเสียงและพอขายได้ แต่ก็ยังนับว่าน้อย บล็อกนี้จะก่อตั้งขึ้นมาเพื่อสนับสนุนให้เพื่อน ๆ ได้อ่านหนังสือคลาสสิคกันมากขึ้น มีช่องทางเข้าถึงได้ง่าย ๆ นั่งอ่านสบาย ๆ ที่บ้าน
อยากจะแนะนำนังสือคลาสสิคน่าอ่าน เช่น นวนิยายของวิลเลี่ยม ซาโรยัน นักเขียนชาวอเมริกันเชื้อสายอาร์เมเนียน 3 เล่ม เรื่อง ความสุขแห่งชีวิต, ฟ้ากว้างทางไกล, ผมชื่ออารัม เป็นเรื่องเล่าชีวิตของคนธรรมดาในเมืองเล็กๆ ในสหรัฐฯ ในยุคศตวรรษที่ผ่านมาที่มีลักษณะอบอุ่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีอารมณ์ขัน มองโลกในแง่ดี แบบคนที่มาจากสังคมชนบท แต่ก็มีการเรียนรู้จากชีวิต มีแง่คิดในเชิงมนุษยธรรมที่น่าสนใจ ผู้เขียนเขียนจากประสบการณ์ในวัยเด็กของเขา การเขียนผ่านตัวละครที่เป็นเด็กและเยาวชน ช่วยสื่อเรื่องราวที่น่าสนใจที่อ่านได้ทั้งเยาวชนและผู้ใหญ่ เพราะผู้ใหญ่ส่วนมากก็มักคิดถึงชีวิต ในสมัยตนเป็นเด็กและเยาวชนด้วยกันทั้งนั้น
นวนิยายที่น่าประทับใจมากเรื่องหนึ่งคือ ปราการอุดมคติ ของเอ เจ โครนินนักเขียนชาวอังกฤษที่เป็นแพทย์มาก่อน เขาเขียนนวนิยายที่สะท้อนชีวิตและความขัดแย้งของแพทย์ชาวอังกฤษ 2 กลุ่ม ในศตวรรษที่แล้วได้อย่างสมจริง เห็นเนื้อหาสาระสำคัญ และอย่างมีศิลปะในการสะท้อนความรู้สึกนึกคิดและพฤติกรรมของคนที่มีลักษณะซับซ้อนได้ชัดเจนมาก นี่คือหนังสือที่นักศึกษาแพทย์, แพทย์ บุคลากรสาธารณสุข ควรอ่านอย่างยิ่ง พวกเราในฐานะคนไข้อ่านแล้วก็ได้แง่คิดและความรู้สึกที่น่าสนใจเช่นกัน
หนังสืออัตชีวประวัติของหมอเบน คาร์สัน คนอเมริกันผิวสี ผู้เติบโตมาจากครอบครัวยากจนในสลัม แต่กลายเป็นหมอผ่าตัดที่มีฝีมือและมีชื่อเสียงมาก เป็นหนังสือร่วมสมัยอีกเล่มหนึ่งที่น่าสนใจชื่อหนังสือคือ สองมือแห่งศรัทธาชีวิตแพทย์ผู้สร้างแรงบันดาลใจ
บทละครเรื่อง ผู้เที่ยงธรรม ของอัลเบร์ต กามูส์ นักเขียนชาวฝรั่งเศสผู้โด่งดังจากเรื่อง คนนอก แปลจากภาษาฝรั่งเศส โดย โคทม-พรทิพย์ อารียา และนวนิยายเกี่ยวกับกษัตริย์อาเธอร์และอัศวินโต๊ะกลม The Once and Future King ของ T.H. White เป็นตำนานที่โรแมนติก, เป็นอุดมคติที่ใครๆ ก็ชอบ แปลเป็นภาษาไทยชื่อ อาร์เธอร์ ราชันแห่งนิรันดร์กาลโดย นพมาส แววหงส์ เป็นต้น
การอ่านอาจจะดูเคร่งเครียดแต่ก็ทำให้เราติดงอมแงมได้ ถ้าลองได้อ่านอย่างจริงจัง ผลการศึกษาและทดลองพิสูจน์ว่าหนังสือที่อ่านนั้นมีผลต่อความคิด ซึ่งน่าสนใจมากที่หนังสือดีมักเป็นที่นิยมในวงกว้าง ครองใจทุกเพศ ทุกวัย ทุกระดับในสังคมและเชื้อชาติ รายการหนังสือน่าอ่านทั้ง 12 เล่มนี้เป็นตัวอย่างหนังสือที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของนักอ่านมาแล้วมากมาย ถ้าคุณยังไม่เคยอ่าน ก็น่าจะลองหามาอ่าน เพราะอย่างน้อยการอ่านหนังสือก็เป็นการสร้างความสุนทรีย์ให้กับเราได้ดีที่สุด

ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น